Welcome to BRAND’S® World!

Your Trusted Wellness Must-haves! Your Trusted Wellness Must-haves!
Your Trusted Wellness Must-haves!

แบรนด์ที่คุณไว้วางใจ ให้ดูแลสุขภาพ

ทุกโอกาสเป็นไปได้เสมอ

สุัมผัสความแตกต่างด้วย BRAND'S Health Essense เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด

เกี่ยวกับแบรนด์

เรามุ่งมั่นที่จะสงเสริมสุขภาพโดยรวมของคุณ ทั้งการเป็นอยู่ที่ดี รูปลักษณ์ที่ดี รวมทั้งการใช้ชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่ผ่านการทำวิจัยมาเป็นอย่างดี

ข้อมูลเพิ่มเติม
desk-top-image.png
desk-sub-image.png

ข้อมููลสินค้า

ผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพ สกัดจากธรรมชาติและผ่านการรับรองทางวิทยาศาสตร์

ดูสินค้าทั้งหมด
Essence of Chicken

แบรนด์ผู้นำผลิตภัณฑ์ซุปไก่สกัดของโลก เป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่มีมานานกว่า 180 ปีผสานชีวิตผู้บริโภคเพื่อช่วยในการเผชิญกับความท้าทายในชีวิตประจำวันของพวกเขาซึ่งจะทดสอบร่างกายและจิตใจของพวกเขา

Bird's Nest

รังนกแท้ 100% ไม่ใส่สารกันบูดหรือแต่งกลิ่นสังเคราะห์

Plant Essences

สกัดคุณค่าจากเบอร์รี่คุณภาพดี มีวิตามิน A100%,C,Eและ Zincสูง ช่วยคงสภาพปกติการมองเห็น,ภูมิคุ้มกันพร้อมต่อต้านอนุมูลอิสระ

ค้นพบสุขภาพที่ดี

บทความสุขภาพ

บทความ

ไลโคปีน ช่วยให้ผิวสวยกระจ่างใสไม่กลัวแดด

ผิวสวยกระจ่างใส ปราศจากจุดด่างดำและริ้วรอย แลดูสุขภาพดี และอ่อนกว่าวัย ล้วนเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป ผิวพรรณจากที่เคยเต่งตึง เปล่งปลั่ง กลายเป็นผิวที่หย่อนคล้อย มีริ้วรอย และหมองคล้ำ เนื่องจากเซลล์ผิวผลิตคอลลาเจนและอีลาสตินน้อยลง ส่งผลให้ผิวขาดความแข็งแรง การผลัดเซลล์ผิวเกิดช้าลง และมีการเปลี่ยนแปลงของเม็ดสีผิวที่เพิ่มจำนวนขึ้น ทำให้ผิวหมอง ไม่สดใส รวมทั้งเซลล์ผิวอุ้มน้ำน้อยลง ทำให้ผิวแห้ง ขาดความชุ่มชื้น และเกิดริ้วรอยได้ง่าย นอกจากอายุที่เพิ่มขึ้นแล้ว ตัวการสำคัญที่เร่งให้ผิวเสื่อมหรือผิวแก่ก่อนวัย คือ แสงแดด เนื่องจากในแสงแดดเต็มไปด้วย รังสีอัลตร้าไวโอเล็ต (รังสียูวี) ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่

    • รังสียูวีเอ (UVA) ซึ่งเป็นแสงในช่วงความยาวคลื่น 320-400 นาโนเมตร สามารถผ่านทะลุผิวชั้นหนังกำEpidermis) กระตุ้นให้เซลล์เมลาโนไซด์ (Melanocyte) ทำงานผิดปกติ คือ เกิดการสร้างเม็ดสีเมลานิน (Melanin) เพิ่มมากขึ้น โดยอาศัยเอนไซม์ “ไทโรสิเนส” (Tyrosinese) ทำให้สีผิวหมองคล้ำหรือเข้มขึ้นได้ สีผิวไม่สม่ำเสมอ รวมถึงเกิดกระและฝ้า นอกจากนี้ รังสียูวีเอ ยังสามารถผ่านทะลุไปถึงชั้นหนังแท้ (Dermis) กระตุ้นให้ร่างกายสร้างอนุมูลอิสระ ซึ่งจะไปทำลายโครงสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวหนังและเส้นใยอิลาสติน (Elastin) ทำให้ผิวหย่อนคล้อย เกิดริ้วรอยก่อนวัย

    • รังสียูวีบี (UVB) ซึ่งเป็นแสงในช่วงความยาวคลื่น 290-320 นาโนเมตร สามารถผ่านทะลุผิวชั้นหนังกำพร้าเท่านั้น กระตุ้นให้เกิดกระ ฝ้า และจุดด่างดำ ผิวบวมแดงและแสบร้อน เกิดอาการไหม้แดด (Sunburn) และเมื่อได้รับรังสียูวีบีอย่างต่อเนื่อง อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนังได้

วิธีการป้องกันไม่ให้ผิวถูกทำลายจากรังสียูวีในแสงแดด คือ การหลีกเลี่ยงแสงแดดในช่วง 09.00 น. ถึง 15.00 น. ซึ่งจะมีปริมาณรังสียูวีอยู่มาก หากจำเป็นต้องออกไปกลางแดด ควรสวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว ใส่หมวกปีกกว้าง หรือกางร่ม นอกจากหลีกเลี่ยงการเผชิญกับแสงแดด ซึ่งเป็นการปกป้องผิวจากภายนอกแล้ว สิ่งสำคัญคือ การเสริมสร้างเกราะป้องกันผิว บำรุงผิวให้แข็งแรงจากภายใน ด้วยการเลือกรับประทานสารอาหารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และมีฤทธิ์ในการต้านแดด ปกป้องเซลล์ผิวจากรังสียูวี และชะลอความเสื่อมของเซลล์ผิว ได้แก่

ไลโคปีน เป็นสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ที่ละลายได้ดีในไขมัน ทำให้พืชหรือผลไม้มีสีแดง เหลือง หรือส้ม พบมากในมะเขือเทศ โดยไลโคปีนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระแรงที่สุดในกลุ่มแคโรทีนอยด์ โดยมีประสิทธิภาพในการต่อต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าเบต้าแคโรทีน (-carotene) 2 เท่า นอกจากนี้ยังมีประสิทธิภาพในการต่อต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าแอลฟา โทโคฟีรอล (-tocopherol) 10 เท่า ซึ่งไลโคปีนจะช่วยปกป้องผิวจากการถูกทำร้ายด้วยรังสียูวีในแสงแดด ลดความรุนแรงที่เกิดจากอาการผิวไหม้จากแสงแดด และช่วยชะลอผิวไม่ให้แก่ก่อนวัย โดยการศึกษาวิจัยทางคลีนิก พบว่า

    ช่วยปกป้องผิวจากการถูกทำร้ายด้วยรังสียูวีในแสงแดด : การรับประทานไลโคปีน หรือมะเขือเทศเข้มข้นที่มีไลโคปีนในปริมาณ 8 - 16 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นระยะเวลา 10 - 12 สัปดาห์ ช่วยปกป้องผิวจากการถูกทำร้ายด้วยรังสียูวีในแสงแดด โดยช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระที่ถูกสร้างขึ้นหลังจากผิวได้รับแสงแดด และช่วยดูดซับรังสียูวีเอ และ รังสียูวีบี ทำให้ผิวทนต่อแสงแดดได้มากขึ้น และช่วยลดอาการผิวไหม้อันเกิดจากแสงแดด ทำให้ผิวไม่คล้ำเสียง่าย

    ปกป้องผิวลึกถึงระดับดีเอ็นเอ (DNA) : การรับประทานมะเขือเทศเข้มข้นที่มีไลโคปีน 16 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ ช่วยปกป้องผิวจากการถูกทำร้ายด้วยรังสียูวีในแสงแดดได้ลึกถึงระดับดีเอ็นเอ (DNA) โดยช่วยลดการทำลายดีเอ็นเอในเซลล์ไมโตคอนเดรียล (Mitochondrial) ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการสร้างพลังงานให้แก่เซลล์ต่างๆในร่างกาย รวมทั้งเซลล์ผิวด้วย และช่วยเพิ่มโปรคอลลาเจน (Procollagen) ซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์คอลลาเจนเพิ่มขึ้นด้วย ทำให้ผิวแข็งแรง กระชับ และยืดหยุ่น จึงช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ผิวได้

    เพิ่มความชุ่มชื้นและปกป้องเซลล์จากการถูกทำร้ายด้วยอนุมลอิสระ : นอกจากนี้ ยังมีการวิจัยพบว่า การรับประทานสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ อย่างเช่น ไลโคปีน ร่วมกับ วิตามินอี จะเสริมฤทธิ์กันในการปกป้องเซลล์จากการถูกทำร้ายด้วยอนุมลอิสระ ช่วยลดอาการผิวไหม้แดดและช่วยให้ผิวไหม้แดดหายได้เร็วขึ้น รวมทั้ง วิตามินอี ยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวอีกด้วย

ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถสร้างไลโคปีนได้ จึงต้องรับประทานเข้าไปเท่านั้น โดยพบว่า การรับประทานไลโคปีน 10 มิลลิกรัม เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ ทำให้ระดับไลโคปีนในเลือดเพิ่มสูงขึ้น และช่วยเพิ่มระดับแคโรทีนอยด์ในผิวหนัง ซึ่งช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด และช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระที่ถูกสร้างขึ้นหลังจากผิวได้รับแสงแดด โดยการรับประทานผักผลไม้ที่เป็นแหล่งของไลโคปีน อย่างเช่น มะเขือเทศ ควรนำมะเขือเทศมาทำให้สุกก่อนรับประทาน เพราะมะเขือเทศที่ผ่านความร้อนแล้วจะทำให้โครงสร้างของไลโคปีนเปลี่ยนจาก Trans isomers เป็น Cis isomers ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมไลโคปีนได้ดีกว่ารับประทานแบบสดๆ นอกจากนี้ควรรับประทานร่วมกับอาหารที่มีไขมันดี เพราะไขมันในอาหารจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมไลโคปีนได้ดี ดังนั้น การเลือกรับประทานสารอาหารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และมีฤทธิ์ในการต้านแดด อย่างเช่น ไลโคปีนจากมะเขือเทศ และ วิตามินอี จึงเปรียบเสมือนการเสริมสร้างเกราะปกป้องผิวจากแสงแดด ให้ผิวสวยกระจ่างใส มีสุขภาพที่ดีจากภายใน นอกจากนี้ ควรดื่มน้ำให้ได้วันละ 6-8 แก้ว เพื่อเติมความชุ่มชื้นให้ผิว พักผ่อนให้เพียงพอ รวมทั้งหลีกเลี่ยงปัจจัยทำร้ายผิวจากภายนอก ซึ่งได้แก่ แสงแดด มลภาวะต่างๆ แอลกอฮอล์ และ บุหรี่ ผิวพรรณของเราก็จะคงความสวยงามและอ่อนเยาว์อยู่กับเราได้ยาวนานขึ้น

เอกสารอ้างอิง

    Latha M S, Martis J, Shobha V, Shinde R S, Bangera S, Krishnankutty B et al. Sunscreening Agents A Review. J Clin Aesthet Dermatol 2013. 6(1);16–26.

    Kong KW, Khoo HE, Prasad KN, Ismail A, Tan CP, Rajab NF. Revealing the power of the natural red pigment lycopene. Molecules. 2010. 15(2); 959-87.

    Collins JK and Veazie PP. Lycopene: From plants to humans. HortScience. 2006. 41(5); 1135-1144.

    Stahl W, Heinrich U, Aust O, Tronnier H and Sies. Lycopene-rich products and dietary photoprotection. Photochem. Photobiol. Sci., 2006. 5; 238–242.

    Rizwan M, Rodriguez-Blanco I, Harbottle A, Birch-Machin MA, Watson RE and Rhodes LE. Tomato paste rich in lycopene protects against cutaneous photodamage in humans in vivo: a randomized controlled trial. Br J Dermatol. 2011. Jan;164(1); 154-62.

    Stahl W, Heinrich U, Jungmann H, Sies H and Tronnier H. Carotenoids and carotenoids plus vitamin E protect against ultraviolet light–induced erythema in humans. Am J Clin Nutr. 2000. 71; 795–8.

    Aust O, Stahl W, Sies H, Tronnier H and Heinrich U. Supplementation with tomato-based products increases lycopene, phytofluene, and phytoene levels in human serum and protects against UV-light-induced erythema. Int J Vitam Nutr Res. 2005. Jan; 75(1); 54-60.

    Stahl W, Heinrich U, Aust O, Tronnierb Hagen and Sies Helmut. Lycopene-rich products and dietary photoprotection. Photochem. Photobiol. Sci. 2006. 5; 238–242.

    Stahl W and Sies H. Carotenoids and Flavonoids Contribute to Nutritional Protection against Skin Damage from Sunlight. Mol Biotechnol. 2007. 37; 26–30.

    Meléndez-Martínez AJ, Stinco CM and Mapelli-Brahm P. Skin Carotenoids in Public Health and Nutricosmetics: The Emerging Roles and Applications of the UV Radiation-Absorbing Colourless Carotenoids Phytoene and Phytofluene. Nutrients. 2019. 11, 1093; 1-41.

อาหารเสริมสร้างกระดูก

การบริโภคอาหารที่มีปริมาณแคลเซียมสูงเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการสร้างเนื้อกระดูกและป้องกันการสูญเสียเนื้อกระดูก พบได้จากกลุ่มอาหารจำพวกผักใบเขียว ได้แก่ บล็อกโคลี่ ผักกาดเขียว ผักกวางตุ้ง คะน้า แขนงผัก และดอกกระหล่ำ รองลงมาคือ นมหรือผลิตภัณฑ์จากนม เนื้อสัตว์ ตับ

1. บริโภคอาหารที่มีปริมาณแคลเซียมสูง เนื่องจากแคลเซียมเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการสร้างเนื้อกระดูกและป้องกันการสูญเสียเนื้อกระดูก การได้รับแคลเซียมจากอาหารอย่างเพียงพอจะช่วยป้องกันการสูญเสียมวลกระดูก โดยทั่วไปปริมาณที่แนะนำให้บริโภคต่อวันคือ 800-1200 มิลลิกรัม แต่ในวัยผู้ใหญ่ที่อายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป ควรบริโภคแคลเซียมให้ได้ 1200 – 1500 มิลลิกรัมต่อวัน สำหรับแหล่งอาหารที่มีแคลเซียมสูง จำแนกตามปริมาณที่ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียมไปใช้ พบว่า กลุ่มอาหารจำพวกผักใบเขียว ได้แก่ บล็อกโคลี่ ผักกาดเขียว ผักกวางตุ้ง คะน้า แขนงผัก และดอกกระหล่ำ กลุ่มอาหารเหล่านี้ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียมได้สูงสุด โดยดูดซึมได้มากกว่า 50% ของปริมาณแคลเซียมในอาหารที่ทานเข้าไป
รองลงมา คือ นมหรือผลิตภัณฑ์จากนม นมถั่วเหลือง และเต้าหู้ ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียมได้ 30% กลุ่มอาหารจำพวกถั่ว ถั่วอัลมอนด์ ถั่วลาย และงา ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียมได้ 20% การทานแคลเซียมมื้อละน้อยๆ (ไม่เกิน 500 มิลลิกรัม/มื้อ) หรือแบ่งเป็นมื้อเล็กหลายๆ มื้อ มีแนวโน้มจะดูดซึมได้ดีกว่าการทานคราวละมากๆ เนื่องจากธรรมชาติของคนเรามี “เพดาน” ของการดูดซึม คือ ดูดซึมแคลเซียมได้จำกัด (ที่ประมาณ 500 มิลลิกรัม/มื้อ) ดังนั้น การดื่มนมเพื่อเสริมสร้างแคลเซียม ควรดื่มนมมื้อละ ไม่เกิน 2 แก้ว (แก้วละ 250 มิลลิลิตร ไม่ควรดื่มทีเดียวครั้งละเป็นลิตร เพราะ การได้รับแคลเซียมก็จะไม่ต่างกันกับการดื่มมื้อละ 1-2 แก้ว การเพิ่มการบริโภคแคลเซียม ควรเป็นการเพิ่มการบริโภคโดยใช้อาหารเป็นหลักไม่แนะนำให้บริโภคในรูปสารสังเคราะห์ ยกเว้นการอยู่ในความดูแลแพทย์ เพราะอาจเกิดผลที่ไม่พึงประสงค์ได้ กรณีที่ได้รับแคลเซียมในปริมาณที่มากเกิน คือ มากกว่า 2000 มิลลิกรัมต่อวัน อาจก่อให้เกิดภาวะแคลเซียมในเลือดสูง ทำให้มีอาการปัสสาวะบ่อย คลื่นไส้ อาเจียน มีอาการขาดน้ำ กล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึม หมดสติ เกิดนิ่วในไต ผลข้างเคียงที่พบบ่อย คือ ท้องผูก แน่นท้อง เป็นต้น

2. บริโภคอาหารที่มีฟอสฟอรัสให้พอดี ฟอสฟอรัสเป็นแร่ธาตุที่มักจะทำงานร่วมกับแคลเชียม ในการสร้างและเพิ่มความแข็งแรงของกระดูก อัตราส่วนของแคลเซียมและฟอสฟอรัสที่ 1.2 :1 จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดียิ่งขึ้น แต่คนส่วนใหญ่จะได้รับฟอสฟอรัสในปริมาณที่สูงกว่าแคลเซียม เนื่องจากฟอสฟอรัส พบมากในอาหารกลุ่มเนื้อสัตว์ ซึ่งคนบางคนบริโภคอาหารในกลุ่มนี้มาก แต่ไม่ได้มีการเสริมแคลเซียมเลย หรือบริโภคน้อยมาก น้อยกว่าปริมาณที่ได้รับฟอสฟอรัส ก็ทำให้เกิดการสูญเสียมวลกระดูกได้ เพราะการได้รับฟอสฟอรัสในปริมาณที่มากเกินไป ร่างกายจะดึงเอาแคลเซียมในกระดูกมาจับฟอสฟอรัสทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนได้ง่าย อย่างไรก็ตาม เราจำเป็นจะต้องทานอาหารที่เป็นแหล่งของฟอสฟอรัสในปริมาณที่เหมาะสมด้วย เพื่อให้การทำงานของแคลเซียมมีประสิทธิภาพมากขึ้น แหล่งอาหารที่ให้ฟอสฟอรัส เช่น นม เนื้อ ปลา เป็ด ไก่ ไข่ เนยแข็ง ตับ ข้าวกล้อง ถั่ว ยีสต์ เป็นต้น

3. บริโภคอาหารที่มีแมกนีเซียมให้เพียงพอ แมกนีเซียมพบมากในร่างกายเป็นอันดับสองรองจากแคลเซียม หน้าที่ของแมกนีเซียมคือ ช่วยควบคุมการทำงานของร่างกาย ผลิตพลังงาน สร้างโปรตีน และช่วยการหดตัวของกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ แมกนีเซียม จะช่วยในการสร้าง วิตามินดี ในรูปแบบที่ร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ได้ ในการสร้างเสริมความแข็งแรงให้กับกระดูกและฟัน ทำให้กระดูกและฟันมีความหนาแน่นเพิ่มขึ้น จึงช่วยทำให้ขยายระยะเวลาในการเสื่อมของกระดูกให้ยืดนานออกไป การได้รับแมกนีเซียม ควรควบคุมปริมาณของ แคลเซียม ควบคู่ไปด้วย โดยอัตราส่วนของ แคลเซียม ต่อ แมกนีเซียม ในอุดมคติ ได้แก่ 2 ต่อ 1 ถึง 3 ต่อ 1 โดยทั่วไปปริมาณแคลเซียม ที่ได้รับต่อวัน ควรจะอยู่ประมาณ 800 มก. แมกนีเซียม 400 มก. แต่ในความเป็นจริง คนส่วนใหญ่ได้รับ แมกนีเซียม เพียง 150-300 มก. ในขณะที่แคลเซียมมีผู้หันมาบริโภคมากขึ้นเพื่อป้องกันโรคกระดูก ดังนั้นในการเสริมแคลเซียมควรจะใส่ใจกับปริมาณของแมกนีเซียมด้วยเช่นกัน เพราะหากได้รับ แคลเซียม มากเกินไปจะไปขัดขวางการดูดซึมแมกนีเซียม แหล่งอาหารที่อุดมด้วยแมกนีเซียม ได้แก่ ถั่วต่างๆ ธัญพืช แป้ง และอาหารทะเล

4. บริโภคอาหารที่มีวิตามินดี เนื่องจากวิตามินดีเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญต่อกระดูก ช่วยสร้างโปรตีนในการดูดซึมของแคลเซียม ทำให้การดูดซึมของแคลเซียมเป็นไปโดยปกติและช่วยในการสร้างกระดูกเพิ่มขึ้น โดยปกติร่างกายควรได้รับวิตามินดี 600-800 IU/วัน แหล่งอาหารที่มีวิตามินดีสูง ได้แก่ น้ำมันตับปลา เนื้อปลาที่มีไขมัน ตับ และไข่แดง เป็นต้น นอกจากนี้ วิตามินดีสามารถรับได้จากแสงแดดอ่อนๆด้วย ดังนั้นเพื่อการมีกระดูกที่แข็งแรงร่างกายควรได้รับแสงแดดอ่อน ๆ ทุกวันอย่างน้อยวันละ 10-15 นาที/วัน

5. หลีกเลี่ยงหรืองดบริโภคสิ่งที่เสี่ยงต่อการลดมวลกระดูก ได้แก่
5.1 หลีกเลี่ยงหรืองดบริโภคอาหารที่มีโปรตีนจากเนื้อสัตว์จำนวนมาก เนื่องจากสารกลูคากอนที่เกิดจากการเผาผลาญจากสารอาหารโปรตีน จะทำให้ร่างกายขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น การรับประทานอาหารเหล่านี้จำนวนมากจึงทำให้เกิดการสูญเสียแคลเซียมเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ในเนื้อสัตว์มีปริมาณฟอสฟอรัส (ฟอสเฟต)สูง ทำให้เกิดภาวะความเป็นกรดในร่างกายสูง การขับกรดเหล่านี้ออกทางไตมีส่วนทำให้ร่างกายสูญเสียแคลเซียมเพิ่มขึ้น
5.2 หลีกเลี่ยงหรืองดบริโภคอาหารรสเค็มจัด เนื่องจากอาหารรสเค็มมีโซเดียมเป็นส่วนประกอบ เมื่อร่างกายได้รับโซเดียมจะทำให้ร่างกายขับน้ำออกทางปัสสาวะมากขึ้นและขับแคลเซียมตามออกมาด้วย จึงทำให้การสูญเสียแคลเซียมจากร่างกายทางปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น
5.3 หลีกเลี่ยงหรืองดบริโภคเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน เนื่องจากน้ำชา กาแฟ มีส่วนประกอบของคาเฟอีน จะทำให้ร่างกายขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น
5.4 หลีกเลี่ยงหรืองดบริโภคน้ำอัดลม เนื่องจากมีส่วนผสมของฟอสฟอรัสสูง ฟอสฟอรัสจะรวมตัวกับแคลเซียมในร่างกาย ทำให้ระดับแคลเซียมในเลือดเสียสมดุล ทำให้ร่างกายไม่สามารถนำแคลเซียมไปใช้ได้ตามปกติ จึงทำให้แคลเซียมในร่างกายลดลงได้
5.5 หลีกเลี่ยงหรืองดบริโภคสุรา เนื่องจากแอลกอฮอล์จะขัดขวางการดูดซึมแคลเซียมในร่างกาย และทำให้ร่างกายขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นการดื่มสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นประจำในปริมาณมากนั้นจะทำให้แคลเซียมลดต่ำลง
5.6 หลีกเลี่ยงหรืองดสูบบุหรี่ เนื่องจากนิโคตีนในบุหรี่ขัดขวางการนำแคลเซียมไปใช้ ทำให้ร่างกายนำแคลเซียมไปใช้ได้ลดลง
5.7 หลีกเลี่ยงหรืองดบริโภคยาบางชนิด เช่น ยาลดกรดในกระเพาะอาหารที่มีส่วนผสมของอลูมิเนียมไฮดรอกไซด์ ยาบางประเภท เช่น ยาสเตรียรอยด์ ยารักษาโรคเบาหวาน ยาป้องกันอาการชัก ฮอร์โมนธัยรอยด์ เฮพาริน มีผลทำให้การดูดซึมแคลเซียมในร่างกายลดลง และทำให้มีการขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ความหนาแน่นของเนื้อกระดูกลดลงในที่สุด

สุขภาพสมองดี...เริ่มต้นที่ลำไส้

จากหลักฐานการศึกษาวิจัยในปัจจุบันเป็นที่ประจักษ์ชัดในคำกล่าวนี้ เนื่องมากจากลำไส้เสมือนรากแก้ว ที่คอยดูดซึมสารอาหารต่างๆเข้าสู่ร่างกายไปใช้ประโยชน์แล้ว ในลำไส้ของมนุษย์นั้นยังเป็นที่อยู่อาศัยของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์สำหรับร่างกาย หรือที่เราเรียกว่า Probiotics จากข้อมูลการศึกษาวิจัยจำนวนมาก พบว่า ลำไส้มีความเชื่อมโยงกับการทำงานของระบบประสาทและสมอง เนื่องจากจุลินทรีย์ที่ลำไส้หลากหลายสายพันธ์สามารถสร้างสารสื่อประสาท (Neurotransmitter) ต่างๆขึ้นมาได้ และไปส่งผลต่อการทำงานของสมองทั้งการควบคุมความอยากอาหาร กระบวนการเรียนรู้ ความจำ รวมทั้งความเครียด ความวิตกกังวล และอารมณ์ต่างๆ เช่น

    แบคทีเรียจำพวก Lactobacillus และ Bifidobacterium สร้างสาร Gamma-Aminobutyric acid (GABA) ที่ช่วยให้สมองผ่อนคลาย ลดความเครียด ความวิตกกังวล

    แบคทีเรียจำพวก Escherichia และ Enterococcus ผลิตฮอร์โมน Serotonin ช่วยให้รู้สึกสงบ ผ่อนคลาย ทำให้หลับได้สนิท

    แบคทีเรียจำพวก Lactobacillus สร้างสารสื่อประสาท Acetylcholine ช่วยในการส่งสัญญานของกระแสประสาท

    แบคทีเรียจำพวก Bacillus ผลิต Dopamine และ Norepinephrine ช่วยให้สมองตื่นตัว กระฉับกระเฉง มีสมาธิมากขึ้น

ดังนั้นการรักษาสมดุลของจุลินทรีย์ที่ดี ด้วยการรับประทานอาหารที่เป็นแหล่งของ Probiotics เช่น โยเกิร์ต ถั่วหมัก(นัตโตะ, เทมเป้) ชีส และ Prebiotics จากผักผลไม้ต่างๆ ก็จะช่วยให้สุขภาพลำไส้แข็งแรง ส่งผลให้การทำงานของสมองมีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นด้วย

เอกสารอ้างอิง
Bermúdez-Humarán LG, Salinas E, Ortiz GG, Ramirez-Jirano LJ, Morales JA, Bitzer-Quintero OK. From Probiotics to Psychobiotics: Live Beneficial Bacteria Which Act on the Brain-Gut Axis. Nutrients. 2019;11(4). pii: E890. doi: 10.3390/nu11040890.
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/31010014

สั่งซื้อสินค้าของเรา